หลายธุรกิจกลัวการพูดว่า “ไม่เหมาะกับใคร” ครับ กลัวคนหาย กลัวเสียโอกาส เลยพยายามพูดกว้าง ๆ ว่าเหมาะกับทุกคน ทำได้ทุกอย่าง แต่ผลคือคนอ่านแล้วไม่รู้ว่าเกี่ยวกับตัวเองไหม แล้วก็ไม่ทัก หรือทักมาแบบลองเชิง ถามราคาอย่างเดียว ในทางกลับกัน โพสต์ที่กล้าบอกว่า “ไม่เหมาะกับใคร” กลับทำให้ยอดดีขึ้น เพราะมันเพิ่มความน่าเชื่อถือ คัดคนที่ไม่ใช่ออก และทำให้คนที่ใช่ตัดสินใจเร็วขึ้นครับ
การบอกว่าไม่เหมาะกับใคร ทำให้แบรนด์ดูจริงใจและน่าเชื่อถือขึ้นทันที
เวลาคุณพูดแต่ข้อดี ลูกค้าจะเผื่อใจครับ เพราะมันฟังเหมือนโฆษณา แต่ถ้าคุณกล้าบอกข้อจำกัด หรือบอกว่าเคสไหนไม่เหมาะ ลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์นี้พูดแฟร์ ไม่พยายามขายทุกคน ความไว้ใจจะขึ้นทันที และเมื่อไว้ใจแล้ว ต่อให้ราคาสูงกว่า ลูกค้าก็ยังกล้าซื้อ เพราะรู้สึกว่าไม่โดนหลอกครับ
โพสต์แบบนี้ช่วยคัดลูกค้าที่ไม่ใช่ ทำให้คุยสั้นลง ปิดง่ายขึ้น ยอดไม่ได้ดีขึ้นจากจำนวนทักอย่างเดียวครับ แต่ดีขึ้นจาก “คุณภาพคนทัก” คนที่ไม่ใช่มักทำให้คุยยาว งานบาน ต่อรองหนัก และจบยาก แต่ถ้าคุณระบุชัดว่าไม่เหมาะกับใคร เช่น คนที่ต้องการถูกที่สุด คนที่ต้องการเร่งมากแบบไม่สนคุณภาพ หรือคนที่อยากแก้ไม่จำกัด คนกลุ่มนี้จะถอยเอง คุณจะเหลือคนที่เข้าใจเงื่อนไขและเห็นคุณค่า พอคุยกับคนที่ใช่ การปิดจะง่ายและเร็วขึ้นครับ
พูดว่าไม่เหมาะแบบไหนถึงยอดดี ไม่ทำให้ดูเรื่องมาก
คีย์คือพูดแบบ “เพื่อให้ลูกค้าเลือกถูก” ครับ ไม่ใช่พูดเพื่อไล่ เช่น
- “ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการถูกที่สุด เพราะเราเน้นจบไวและคุมคุณภาพ”
- “ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการแก้ไม่จำกัด เพราะเราต้องคุมเวลาและมาตรฐานงาน”
- “ไม่เหมาะกับเคสด่วนมากภายใน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าต้องการความชัวร์ เราทำให้จบเป็นขั้นได้”
พอมีเหตุผลที่แฟร์ ลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์มีมาตรฐาน และยอดจะดีขึ้นจากคนที่ตรงจริงครับ
โพสต์ที่บอกว่า “ไม่เหมาะกับใคร” ทำให้ยอดดีขึ้น เพราะมันสร้างความน่าเชื่อถือ คัดคนที่ไม่ใช่ออก และทำให้คนที่ใช่ตัดสินใจเร็วขึ้นครับ เมื่อคุณกล้าพูดให้ชัดว่าใครเหมาะและไม่เหมาะ ลูกค้าจะไม่ต้องเดา การคุยจะสั้นลง การต่อรองจะลดลง และยอดที่ได้จะเป็นยอดที่มาจากความมั่นใจ ไม่ใช่ยอดที่ต้องแลกด้วยการลดราคาและเหนื่อยเพิ่มครับ
